เศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์เพียงไรจากเงินบาทที่อ่อนค่า

ส่งออกคือเครื่องยนต์หลักสำหรับเศรษฐกิจไทย
เศรษฐกิจไทยประสบปัญหาเติบโตช้าจากการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงกังวลต่อการระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน นักท่องเที่ยวชาวรัสเซียลดลง ประกอบกับประเทศจีนยังไม่เปิดให้คนจีนออกท่องเที่ยวนอกประเทศ อีกทั้งการระบาดที่รุนแรงในประเทศได้ส่งผลให้คนระมัดระวังการเดินทางและการใช้จ่าย การบริโภคเติบโตช้า ขณะที่ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามราคาน้ำมันและวัตถุดิบอาหารสัตว์จากภาวะสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งยิ่งกดดันให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย อีกทั้งต้นทุนสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมีผลให้นักลงทุนชะลอการลงทุนโดยเฉพาะในภาคการก่อสร้าง ส่วนภาครัฐก็ห่วงเรื่องหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงจึงไม่ได้ออกมาตรการกู้เงินรอบใหม่ ขณะที่เงินกู้ที่เหลือราวเจ็ดหมื่นล้านบาทก็คงต้องใช้อย่างระมัดระวังเพื่อลดค่าครองชีพของประชาชนในระยะสั้น แต่ยังยากที่จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่

เมื่อปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ นักท่องเที่ยวยังมาน้อย การส่งออกสินค้าจึงเป็นความหวังสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจประเทศสำคัญ เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น กลุ่มประเทศในยุโรปและอาเซียนยังเติบโตได้ แม้จะช้าลงจากปีก่อนแต่ก็นับว่าสูงกว่าในอดีตก่อนหน้าหรือศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ ยกเว้นเพียงจีนที่ประสบปัญหาเติบโตช้าจากการควบคุมการระบาดของเชื้อโควิดในประเทศ แต่น่าจะมีมาตรการทางการเงินและการคลังมาเร่งให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งหมายความว่า อุปสงค์จากต่างประเทศที่ยังดีอยู่น่าจะสนับสนุนการส่งออกสินค้าสำคัญของไทย โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง อาหารแปรรูปและสินค้าเกษตร รวมทั้งน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ผลิตภัณฑ์กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์จะมีราคาเคลื่อนไหวสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ยิ่งเงินบาทที่อ่อนค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐน่าจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ส่งออก ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้ส่งออกคาดหวังให้บาทอ่อนค่า แต่บาทที่อ่อนค่าต่อเนื่องจะช่วยเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือ

ระวังเงินบาทเป็นเงินเยนรายต่อไป

เงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่องตามปัญหาความไม่แน่นอนในตลาดการเงินโลก ทั้งจากความกังวลในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่เร่งแรง หรือจากปัญหาราคาน้ำมันแพงที่ส่งผลให้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายความว่ามีรายจ่ายมากกว่ารายรับ หรือต้องมีความต้องการดอลลาร์สหรัฐเพื่อไปซื้อสินค้ามากขึ้น ประกอบกับเงินไหลออกจากตลาดพันธบัตรเนื่องจากส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยไทยและสหรัฐที่มากขึ้นล้วนส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว แล้วทิศทางเงินบาทจะเป็นเช่นไรต่อจากนี้ ผมมองว่าเงินบาทมีทิศทางอ่อนค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐได้อีกในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐพร้อมเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยในต้นเดือนพฤษภาคมและในเดือนมิถุนายน ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่ทางเฟดจะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นครั้งละ 0.50% ทำให้ช่วงกลางปีอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.50% ประกอบกับทำมาตรการ QE หรือการลดงบดุลเดือนละ 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ในขณะที่ตลาดทุนอาจกังวลจากความเสี่ยงที่สหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในอีก 12 เดือนข้างหน้าหลังมีสัญญาณ inverted yield curve หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นสูงกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว ซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนห่วงว่าเศรษฐกิจอาจโตช้าในอนาคต

อย่างไรก็ดี ผมมองว่าปัญหานี้มาจากสภาพคล่องที่ล้นและความกังวลจากปัญหาเงินเฟ้อที่กดดันให้เศรษฐกิจโตช้าและสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ไม่น่าใช่สัญญาณวิกฤติเศรษฐกิจในอนาคต และหากมีการทำมาตรการ QT (Quantitative Tightening) ตามแผน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวน่าจะปรับสูงขึ้นและคลายความกังวลในภาวะ inverted yield curve ได้ อย่างไรก็ดี ดอลลาร์สหรัฐมีโอกาสแข็งค่าเทียบสกุลอื่นได้อีกในช่วงไตรมาสสองนี้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับไทยที่เรามีปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงตามการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันประกอบกับขาดรายได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ ผู้ส่งออกน่าจะสบายใจเนื่องจากบาทที่อ่อนจะเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน แต่ก็มีสิ่งที่ต้องกังวลไว้บ้าง นั่นคือหากเงินบาทอ่อนค่าแรงและเร็วเกินไป เราคาดว่าเงินบาทจะอ่อนค่าช่วงไตรมาสสองไปที่ระดับ 34.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่หากเงินบาทอ่อนค่าแรงและเร็ว เช่นจากระดับราว 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงปลายเดือนเมษายนไปสู่ระดับ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในเดือนพฤษภาคมแล้วละก็ ผู้ส่งออกคงยากที่จะตั้งราคาหรือบริหารงบการเงินเพื่อดูแลต้นทุนการใช้จ่ายอื่นๆ แสดงว่าบาทอ่อนในภาพเช่นนี้ก็อาจไม่ใช่ผลดีเสมอไป โดยเฉพาะเงินบาทที่อ่อนจะทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะน้ำมันสูงขึ้น จนอัตราเงินเฟ้อเร่งแรง

ซึ่งภาพเช่นนี้อาจกำลังเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นหลังเงินเยนอ่อนค่าเฉียดระดับ 130 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 10% นับจากเมื่อต้นปีนี้ แม้ประเทศญี่ปุ่นจะเป็นประเทศส่งออกสุทธิหรือได้ประโยชน์จากเงินเยนที่อ่อนค่าที่ช่วยผู้ส่งออก แต่การส่งออกอาจไม่ดีตามคาด ทั้งจากการที่บริษัทเผชิญปัญหาในการบริหารบัญชีหรืองบการเงิน หรือจากปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ นอกจากนี้การบริโภคอาจได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่พุ่งขึ้นเร็ว และมีความเป็นไปได้ที่อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นจะแตะระดับ 2% ในอีกไม่กี่เดือนหลังอยู่ในระดับต่ำมานาน ซึ่งปัจจัยสำคัญที่กดดันให้เงินเยนอ่อนค่ามาจากการที่นักลงทุนคาดว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำและคงมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง โดยไม่สนใจว่าสหรัฐและประเทศสำคัญอื่นจะดำเนินนโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น ซึ่งภาวะเช่นนี้อาจมีการเก็งกำไรจากนักลงทุนในการคาดการณ์ว่าเงินเยนจะอ่อนไปได้อีกและอาจทำให้ตลาดผันผวนได้ในเดือนข้างหน้านี้ ซึ่งเราคงต้องจับตาว่า นักลงทุนหรือนักเก็งกำไรค่าเงินจะมองเงินบาทว่ามีภาพคล้ายกับเงินเยนหรือไม่ โดยเฉพาะในประเด็นที่ธนาคารกลางจะยืนอัตราดอกเบี้ยต่ำลากยาวเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยอาจปล่อยให้เงินบาทอ่อนค่า แต่หากเป็นเช่นนั้น เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบเช่นใด

ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากบาทอ่อนค่าแรง

ในทางทฤษฎี การที่เงินบาทอ่อนค่าจะช่วยเพิ่มความสามารถในการส่งออก การท่องเที่ยว เกิดการลงทุน การจ้างงาน แต่หากอ่อนค่ามากเกินไปก็จะมีผลให้การนำเข้าเพิ่มขึ้น เสมือนเงินที่รั่วไหลออกนอกประเทศมากขึ้น การบริโภคก็อาจไม่ได้เร่งขึ้นแม้มีรายได้จากกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากบาทอ่อน เพราะกำลังซื้ออาจแผ่วจากรายได้ที่โตไม่ทันรายจ่าย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้านำเข้า เช่น น้ำมัน อาหารสัตว์ ปุ๋ยเคมี และเหล็ก นอกจากนี้กลุ่มผู้ลงทุนเพื่อการส่งออกก็ยังมีกลุ่มที่อาจไม่ได้ประโยชน์อยู่บ้าง เช่นหากผู้ลงทุนอยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นให้ผู้บริโภคในต่างประเทศได้ทั้งหมด รายได้จากการส่งออกก็อาจไม่ดีขึ้น หรือกลุ่มที่ต้องอาศัยสัดส่วนการนำเข้าที่สูงเพื่อประกอบและส่งออก ซึ่งอาจเป็นการยากในการบริหารต้นทุนหากไม่สามารถคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนได้ ผมมองว่าหากเงินบาทอ่อนค่าแรงชั่วคราวในช่วงไตรมาสสองนี้ เศรษฐกิจไทยอาจไม่ได้ประโยชน์เต็มที่มากนัก โดยเฉพาะกลุ่มท่องเที่ยวที่ยังฟื้นตัวช้า ขณะที่การส่งออกอาจขยับตัวได้ดีขึ้น แต่ก็ต้องบริหารต้นทุนด้านอัตราแลกเปลี่ยนให้ดี ในที่นี้ เรามองกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการอ่อนค่าของเงินบาทดังนี้

1. กลุ่มผลิตภัณฑ์ส่งออกที่ได้รับประโยชน์ค่อนข้างน้อย

1.1 ผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ แต่ปริมาณวัตถุดิบแปรตามภัยธรรมชาติ ได้แก่ ส่งออกข้าว แม้เงินบาทอ่อนค่ามากกว่าค่าเงินของคู่แข่งขันสำคัญในการส่งออกข้าวคือ อินเดีย ขณะที่ค่าเงินเวียดนามแข็งค่าเล็กน้อย แต่ผู้ส่งออกข้าวยังคงเผชิญกับความยากลำบากอย่างต่อเนื่องจาก Stock ข้าวของโลกที่ยังอยู่ในระดับสูงและราคาข้าวส่งออกของไทยยังสูงกว่าคู่แข่งขันสำคัญค่อนข้างมาก

1.2 ผลิตภัณฑ์ที่ใช้แรงงานเข้มข้น ได้แก่ สิ่งทอ เครื่องหนัง รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ และอาหารแช่แข็ง เนื่องจากเสียเปรียบด้านต้นทุนการผลิต ขาดแคลนแรงงาน และการแข่งขันรุนแรง ทำให้ Margin อยู่ในระดับต่ำ
2. กลุ่มผลิตภัณฑ์ส่งออกที่ได้รับผลดีจากการอ่อนค่าของเงินบาทปานกลาง – สูง

2.1 ผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบในประเทศและเงินบาทอ่อนค่ากว่าคู่แข่งขันสำคัญ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาง เช่น ยางแท่ง และถุงมือยาง เป็นต้น เพราะเงินบาทยังอ่อนกว่าค่าเงินริงกิตและค่าเงินรูเปียห์ของคู่แข่งขันสำคัญคือ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ตามลำดับ ประกอบกับได้แรงหนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม จะถูกกระทบจากการแข่งขันในตลาดส่งออกมีความรุนแรงระดับหนึ่ง

2.2 ผลิตภัณฑ์ที่มี Import content ต่ำถึงปานกลาง และมีอำนาจการต่อรองด้านราคาปานกลางถึงสูง ได้แก่ อาหารกระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และสิ่งปรุงรสอาหาร เป็นต้น เนื่องจากผู้บริโภคยอมรับคุณภาพผลิตภัณฑ์ของไทย ทำให้มีอำนาจต่อรองด้านราคา ประกอบกับได้แรงหนุนจากเงินบาทอ่อนค่า

2.3 ผลิตภัณฑ์ที่มี Import content สูง และมีอำนาจการต่อรองด้านราคาปานกลางถึงสูง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของไทยมีคุณภาพสูง ได้รับการยอมรับในตลาดโลกและเงินบาทอ่อนค่ามากกว่าคู่แข่งขันสำคัญ(อาทิเช่น เวียดนามและมาเลเซีย เป็นต้น) รวมทั้งได้แรงหนุนจากการเติบโตของความต้องการสินค้าเกี่ยวเนื่องอย่างต่อเนื่อง

3. กลุ่มอุตสาหกรรม/ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการอ่อนค่าของเงินบาท เป็นผู้นำเข้า/อุตสาหกรรมที่มี Import content สูง และส่วนใหญ่จำหน่ายในประเทศ โดยเฉพาะ ผลิตภัณฑ์เหล็ก เนื่องจากต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบสูงขึ้นมาก และการแข่งขันในตลาดในประเทศรุนแรง นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบรุนแรงต่อผู้นำเข้าเครื่องจักรกลที่ใช้ในอุตสาหกรรม และปุ๋ยเคมีและยาปราบศัตรูพืช เช่นกัน ตามต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นมาก ประกอบกับความต้องการในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้าๆ เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ขยายตัวในระดับต่ำ

แนวโน้มค่าเงินบาทครึ่งปีหลัง

ผมมองว่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าในช่วง 1-2 เดือนนี้หลังสหรัฐเร่งการขึ้นอัตราดอกเบี้ยและดูดกลับสภาพคล่องด้วยการลดงบดุล ซึ่งจะทำให้เงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ อีกทั้งดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศไทยน่าจะขาดดุลสูงที่สุดในรอบปีจากการนำเข้าสินค้ากลุ่มพลังงานที่สูงตามราคาน้ำมัน รายได้การท่องเที่ยวที่ยังต่ำ และการจ่ายเงินปันผลและเงินโอนไปต่างประเทศที่สูงในช่วงไตรมาสสอง ล้วนทำให้มีความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐสูงเป็นพิเศษ อย่างไรก็ดี ผมมองว่าเงินบาทน่าจะถึงจุดสูงที่สุดในช่วงไตรมาสสองนี้ ก่อนจะปรับแข็งค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐได้ในช่วงครึ่งปีหลังจากการที่

1. ราคาน้ำมันน่าจะปรับตัวย่อลงหลังอุปทานน้ำมันเพิ่มขึ้นทันอุปสงค์จากการเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกต่อเนื่อง

2. รายได้จากการท่องเที่ยวน่าจะกลับมาสูงขึ้นหลังต่างชาติคลายความกังวลต่อปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด 19 สายพันธุ์โอมิครอน และไทยมีการผ่อนคลายเกณฑ์การท่องเที่ยวต่อเนื่อง

3. สหรัฐน่าจะส่งสัญญาณชัดเจนในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยและไม่น่ามีการทำให้ตลาดตกใจอีกครั้งหลังจากที่สามารถควบคุมอัตราเงินเฟ้อได้ ซึ่งผมมองว่าอัตราเงินเฟ้อสหรัฐน่าจะถึงจุดสูงสุดในอีก 1-2 เดือนข้างหน้านี้ และสหรัฐไม่น่าต้องเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากนักในช่วงไตรมาสสาม และเมื่อตลาดคลายความกังวล เงินน่าจะไหลกลับเข้ามาในตลาดเกิดใหม่เช่นประเทศไทย และ

4. เศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวได้ดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังจากการเปิดเมือง การท่องเที่ยว และจากความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น โดยมีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้มากกว่า 4% ในช่วงครึ่งปีหลัง หลังจากที่อ่อนแอในช่วงครึ่งปีแรกที่น่าจะขยายตัวต่ำราว 2% ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจไทยฟื้น ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อยังมีต่อเนื่อง นักลงทุนน่าจะคาดการณ์ว่าทางธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ซึ่งน่าจะมีกระแสเงินไหลเข้ามาพักในตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน พร้อมๆ กับกระแสเงินเข้าสู่ตลาดหุ้นเพื่อหวังการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้นและจะส่งผลให้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนแข็งแกร่งขึ้น

โดยสรุป ปัจจัยเสี่ยงระยะสั้นจากเศรษฐกิจไทยที่โตช้าต้องอาศัยมาตรการดอกเบี้ยต่ำลากยาวมาสนับสนุน สวนทางกับฝั่งสหรัฐและประเทศในยุโรปที่เร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ส่งผลให้เงินดอลาร์สหรัฐแข็งค่าเทียบสกุลอื่น เงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ ขณะที่ไทยมีความเสี่ยงขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงตามรายจ่ายค่าน้ำมันและขาดรายได้การท่องเที่ยว แม้เรามองว่าเงินบาทน่าจะไปแตะระดับ 34.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงกลางปีนี้ แต่หากมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นกระทบเงินไหลออกหรือราคาน้ำมันเพิ่มสูงกว่าคาด ก็มีโอกาสที่เงินบาทจะอ่อนค่าไปได้อีกถึงระดับ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และน่าจะมีผลให้ทางธนาคารแห่งประเทศไทยต้องปรับมุมมองว่าจะควบคุมการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนหรือจะปล่อยให้บาทอ่อนเพื่อช่วยผู้ส่งออก แต่ก็อาจช่วยได้ไม่มากเพราะมีปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ ค่าระวางเรือสูง และขาดแคลนวัตถุดิบ เช่นชิปเซมิคอนดักเตอร์ในการผลิต

นอกจากนี้ เรามองว่าการอ่อนค่าที่อาจเร็วและแรงของเงินบาทรอบนี้ อาจไม่ได้ช่วยเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวได้ดีเช่นในอดีต เนื่องจากราคาสินค้านำเข้าที่สูงจะยิ่งกดดันการบริโภคให้ฟื้นตัวช้า อีกทั้งรายได้จากการท่องเที่ยวยังต่ำ ส่งผู้ส่งออกที่ได้ประโยชน์จากบาทอ่อนมีไม่มาก น่าจะอยู่ในกลุ่มที่ใช้ทรัพยากรในประเทศเป็นหลัก แต่กลุ่มที่ต้องนำเข้าเพื่อส่งออกจะเผชิญต้นทุนการนำเข้าที่สูงแต่ไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปให้ผู้บริโภคได้ทั้งหมด ดังนั้น ในช่วงไตรมาสสองนี้ ผู้ส่งออกอาจเตรียมบริหารอัตราแลกเปลี่ยนไว้ให้ดี ทั้งการทำ natural hedging หรือใช้รายได้จากการส่งออกในรูปดอลลาร์สหรัฐมาจ่ายการนำเข้า การฝากเงินในสกุลเงินตราต่างประเทศ หรือผู้นำเข้าเองน่าจะป้องกันความเสี่ยงค่าเงินไว้บ้าง แม้เรามองว่าบาทน่าจะอ่อนค่าแรงที่สุดถึงช่วงกลางปี ก่อนพลิกกลับมาแข็งค่าได้ในช่วงครึ่งปีหลังก็ตาม

Leave a Reply

Your email address will not be published.